Top 5 เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

เซลล์ไขมัน เรื่องจริงของไขมันที่คุณอาจยังไม่รู้ – Apex Profound Beauty

ผู้เขียนบทความ : www.apexprofoundbeauty.com
รีวิวจากผู้ใช้งาน : 4 ⭐ (39893 คะแนน)
ระดับสูงสุด : 4 ⭐
คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
สรุปเนื้อหาบทความ :

หรือ adipocyte เป็นเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน · เซลล์ไขมัน มีลักษณะเป็นวงแหวน มีก้อนไขมันอยู่ตรงกลาง กินเนื้อที่เกือบทั้งหมดของเซลล์ มันไม่ได้มีหน้าที่เพียงเก็บ …

รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

  • โพสต์ล่าสุดของเรา
  • 5 CELEBRITIES THAT LOVE COOLSCULPTING AND WHY YOU WILL TOO
  • เคล็ดลับ ปรับหุ่นสวยเป๊ะ สำหรับเจ้าสาว   
  • ตัวช่วยหุ่นสวยหลังคลอด กระชับกล้ามท้องให้กลับมาชิดกัน พุงไม่ยื่น เอวลด
  • 5 เหตุผล ทำไมคนอายุ 50+ ลดน้ำหนักยาก
  • Review ดูดไขมัน เหนียงหาย กรอบหน้าชัด ด้วยพลังงานใหม่
  • ไม่อยากดูดไขมัน แล้วพัง! ต้องเรียนรู้สิ่งนี้
  • ดมยาวิสัญญีแพทย์ดีอย่างไร
  • บริการยอดนิยม
  • เกี่ยวกับเรา
  • นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


Fat cell / เซลล์ไขมัน – Food Wiki

ผู้เขียนบทความ : www.foodnetworksolution.com
รีวิวจากผู้ใช้งาน : 5 ⭐ (32609 คะแนน)
ระดับสูงสุด : 5 ⭐
คะแนนต่ำสุด : 3 ⭐
สรุปเนื้อหาบทความ :

เซลล์ไขมัน คือเซลล์ของร่างกายที่ทำหน้าที่สะสมไขมัน และเมื่ออยู่รวมกันจะได้เป็นเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) ถ้ามีมากจะทำให้เกิดโรคอ้วน …

รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

    คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


    เซลล์ไขมัน ไขมันมีชีวิตจริงหรือ – Sinota Clinic

    ผู้เขียนบทความ : www.sinotaclinic.com
    รีวิวจากผู้ใช้งาน : 4 ⭐ (34983 คะแนน)
    ระดับสูงสุด : 5 ⭐
    คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
    สรุปเนื้อหาบทความ :

    เซลล์ไขมัน เซลล์ที่ความมหัศจรรย์ที่สุดในร่างกายก็ว่าได้ … 4 เท่า จากการที่เซลล์ไขมันกักเก็บและสะสมพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายย่อยสลายไม่หมดไว้ใช้ในอนาคต …

    รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

    • เซลล์ไขมัน ไขมันมีชีวิตจริงหรือ

    คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


    ชีววิทยาของเซลล์ (Cell Biology) – SciMath

    ผู้เขียนบทความ : www.scimath.org
    รีวิวจากผู้ใช้งาน : 4 ⭐ (37846 คะแนน)
    ระดับสูงสุด : 4 ⭐
    คะแนนต่ำสุด : 1 ⭐
    สรุปเนื้อหาบทความ :

    11 Aug 2017 · *ไกลโคลิปิด (Glycolipid) หรือ ไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำให้กับเซลล์ โดยเป็นตัวรับที่มีความจำเพาะต่อสารเคมีบาง …

    รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

    • เซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ (Cell and cell components)
    •      เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่สามารถแสดงคุณสมบัติและความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์
    • การค้นพบและทฤษฎีของเซลล์
    •                   – ปี ค.ศ.1655 ได้มีการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ชนิดเลนส์ขึ้นมา
    •                   – เมื่อมีการส่องดูชิ้นไม้คอร์คที่ฝานบาง
    •                   – พบโครงสร้างที่มีรูปร่างเป็นช่องเหลี่ยมเล็ก ๆ จึงเรียกว่า เซลล์ (Cell) หมายถึง ห้องเล็ก ๆ
    •                   – ซึ่งโครงสร้างที่พบนี้เป็นเพียงผนังเซลล์ของพืชที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากที่เซลล์ตายแล้ว
    • ทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory)   
    •        Schleiden และ Schwan ได้ร่วมกันตั้งทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory) มีสาระสำคัญ คือ “สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ประกอบด้วย เซลล์ และผลิตภัณฑ์ของเซลล์” (All animal and plant are composed of cell and products)  Rudolf Virchow ได้ศึกษาการเจริญเติบโตของเซลล์และการเพิ่มจำนวนเซลล์จากเซลล์ที่เจริญเติบโต จึงเพิ่มเติมทฤษฎีเซลล์ว่า “เซลล์ทุกชนิดย่อมมีกำเนิดมาจากเซลล์ที่มีอยู่ก่อน” 
    • ประเภทของเซลล์แบ่งได้เป็น 2 ชนิด
    • ลักษณะ Prokaryote
    • ลักษณะ Eukaryote
    • 1.ไม่มีออร์แกเนลล์ชนิดที่มีเยื่อหุ้ม,ไม่มี Centrioles และ Microtubules
    • 2. ไรโบโซมขนาดเล็ก (70 S)*
    • 3. ผนังเซลล์ (Cell Wall) ประกอบด้วยสารเคมีเรียก Peptidoglycan, ไม่มี Cellylose
    • 4. แฟลเจลลาประกอบด้วยโปรตีน Flagellin
    • 5. การแบ่งเซลล์เป็นแบบโดยตรง, ไม่มี Spindle
    • 6.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเกิดน้อยมากและไม่มีการแบ่ง Meiosis
    • 7.ส่วนใหญ่หายใจแบบไม่ใช้ O2
    • 1. มีออร์แกเนลล์ชนิดที่มีเยื่อหุ้มและมี Centrioles,Microtubules
    • 2. ไรโบโซมขนาดใหญ่ (80 S)*
    • 3. ไม่มีผนังเซลล์ยกเว้นในเซลล์พืชและเห็ด รา โดยผนังเซลล์ประกอบด้วยสาร Cellulose
    • 4. แฟลเจลลาและซีเลีย มีโปรตีน Tubulin เป็นองค์ประกอบ (9+2)
    • 5. มีการแบ่งเซลล์แบบ Mitosis และมี Spindle
    • 6.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ อาศัยการแบ่ง Meiosis และมีการปฏิสนธิ
    • 7. ส่วนใหญ่หายใจแบบใช้ O2
    • โครงสร้างของเซลล์ (Structure of Cell)
    •    เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane)
    • เป็นส่วนที่ห่อหุ้มส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ไว้ทั้งหมด
    • มีความหนาประมาณ 75-100 อังสตรอม
    • ประกอบด้วย ไขมัน กลุ่มฟอสโฟลิปิด กับ โปรตีน 
    •   
    • แสดงโครงสร้างฟอสโฟลิปิด (Phospholipid) ของเยื่อหุ้มเซลล์
    • โครงสร้างของเยื้อหุ้มเซลล์
    • The Davson-Daniell Model
    • Fluid mosaic model (ยอมรับในปัจจุบัน)
    • โครงสร้างเยื้อหุ้มเซลล์แบบ Fluid Mosaic Model
    • Singer และ Nicolson ได้เสนอ Fluid Mosaic Model
    • มีการจัดเรียงตัวของไขมัน 2 ชั้น (Lipid Bilayer) โดยโมเลกุลของไขมันหันเอาด้านห่าง
    • กรดไขมันชนิดไม่มีประจุ (Non-Polar) ไม่ชอบนํ้า (Hydrophobic) จะหันเข้าหากัน
    • หัวเป็นกลีเซอรอล มีประจุ (Polar)  ชอบนํ้า (Hydrophilic) จะหันเข้าสู่ด้านนอกและในเซลล์ 
    • *ไกลโคลิปิด (Glycolipid) หรือ ไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำให้กับเซลล์ โดยเป็นตัวรับที่มีความจำเพาะต่อสารเคมีบางชนิด
    • * เยื่อหุ้มเซลล์มีรูขนาดเล็กที่อนุภาคขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 อังสตรอม แพร่ผ่านได้ เยื่อเซลล์จึงมีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (Semipermeable Membrane) ทำให้สาร บางชนิดผ่านเข้าออกได้ เกิดการแลกเปลี่ยนสารระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมและการกระจายของประจุไฟฟ้าระหว่างภายในกับภายนอกเซลล์ 
    • โปรตีนบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ 
    • โปรตีนภายใน (Integral Protein)
    • เป็นโปรตีนที่โมเลกุลแทรกอยู่ในชั้นของไขมัน
    • ส่วนที่ไม่มีประจุ (Non Polar) อยู่ด้านใน ส่วนที่มีประจุ (Polar) ทะลุออกมาด้านนอก
    • เป็นโปรตีนตัวพา (Carier Protein) ทำให้ นํ้า ไอออน (Ions) หรือสารที่มีอนุภาคขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ได้   
    • โปรตีนภายนอก (Peripheral Protein)
    • เป็นโปรตีนที่วางตัวอยู่นอกชั้นไขมัน ส่วนใหญ่อยู่ด้านไซโตพลาสซึม
    • ทำหน้าที่แตกต่างกัน ได้แก่ ลำเลียงสาร (Transport Protein) เอนไซม์ (Enzyme) โปรตีนตัวรับ (Receptor Protein) เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ (Intercellular Junctions) การจำกันได้ของเซลล์ (Cell-Cell recognition) ยึดโครงสร้างของเซลล์และของเหลวภายในเซลล์ (Attachment to the cytoskeleton and extracellular matrix (ECM))
    • สารเคลือบเซลล์ (Cell Coat)
    • เซลล์สัตว์พบไกลโคโปรตีน ถ้าถูกทำลายจะทำให้เซลล์จำกันไม่ได้มีแต่การเจริญ (Growth) แต่ไม่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะ (Differentiation) เช่น เซลล์มะเร็ง
    • เซลล์พืชอาศัยผนังเซลล์ (Cell Wall) โดยมี cellulose เป็นแกนกลางและมี Lignin Cutin Pectin และ Suberin อยู่ด้านนอก มีช่องติดต่อระหว่างเซลล์ คือ พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata)
    • ผนังเซลล์ของสาหร่าย ประกอบด้วย Pectin เป็นส่วนใหญ่ กับ Cellulose
    • ผนังเซลล์ของฟังไจ เป็น Chitin
    • ผนังเซลล์ของแบคทีเรียคือ Peptidoglycan ทำให้แบคทีเรียสามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี 
    • หน้าที่ของเยื่อเซลล์ (Function of Cell Membrane)
    • เยื่อเซลล์ทำหน้าที่เป็นเสมือนรั้วบ้าน กั้นเซลล์ออกจากกัน และสิ่งแวดล้อม
    • ควบคุมการเคลื่อนย้ายสารผ่านเข้าออกเซลล์
    • รักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในเซลล์
    • มีโปรตีนตัวรับ (Receptor Protein) เป็นตัวรับสาร ทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน
    • ไซโตพลาสซึม (Cytoplasm) 
    • ประกอบด้วย ไซโตซอล (Cytosal หรือ Cytoplasmic Matrix) เป็นของเหลวที่ประกอบด้วย สารอินทรีย์ และ สารอนินทรีย์ รวมถึงสารแขวนลอยต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายวุ้น
    • เป็นแหล่งของปฏิกิริยาเคมี
    • มีออร์แกเนลล์ (Organelles) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่เป็นอวัยวะของเซลล์
    • นอกจากนี้ยังมีสิ่งไร้ชีวิต (Inclusion Body) ซึ่งเป็นสารที่เซลล์สร้างและสะสมไว้ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะพบได้เฉพาะเซลล์บางชนิด และบางเวลาเท่านั้น เช่น สารที่มีโครงสร้างเป็นเม็ดหรือแกรนูลเพื่อการส่งออกไปนอกเซลล์ เช่น สารคัดหลั่ง สารสื่อประสาทพวกฮอร์โมน หยดไขมัน (Lipid Droplet) ไกลโคเจน (Glycogen) และสารสีพวกเมลานิน (Melanin) ซึ่งทำให้เกิดสีผิวเข้ม เป็นต้น 
    • ออร์แกเนลล์ (Organelles) มีโครงสร้าง (Structure) และหน้าที่ (Function) ที่แน่นอน อยู่ในไซโตซอล  
    • แสดงรูปร่างของออร์แกเนลล์ต่างๆที่สามารถพบได้ภายในเซลล์ยูคาริโอต
    • ร่างแหเอนโดพลาสซึม (Endoplasmic Reticulum, ER)
    •  มีลักษณะเป็นท่อกลวงทรงกระบอก หรือ แบน เรียงตัวเป็นร่างแห เป็นเยื่อชั้นเดียว มีองค์ประกอบเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ มี 2 ชนิด คือ ชนิดหยาบและชนิดเรียบ
    •           1.1 ร่างแหเอนโดพลาสซึมชนิดหยาบ (Rough Endoplasmic Reticulum, RER)
    •                 – เป็นท่อแบนเรียงทับซ้อนกันเป็นชั้น
    •                 – มีไรโบโซม (Ribosome) เกาะที่ผิวด้านนอกทำให้มีผิวขรุขระ
    •                – ทำหน้าที่ลำเลียงโปรตีนที่สร้างจากไรโบโซม เพื่อส่งออกไปใช้นอกเซลล์ เช่น อิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin) เอนไซม์ (Enzyme) และฮอร์โมน (Hormone)
    •                – ทำงานร่วมกับกอลจิ คอมเพล็กซ์ (Golgi Complex) ทำหน้าที่สะสมให้มีความเข้มข้นก่อนส่งออก
    •           1.2 ร่างแหเอนโดพลาสซึมชนิดเรียบ (Smooth Endoplasmic Reticulum, SER)
    •               – มีผิวเรียบเป็นท่อทรงกระบอกโค้งงอ
    •               – ทำหน้าที่สังเคราะห์และหลั่งสาร สเตอรอยด์ฮอร์โมน จึงพบมากในเซลล์ต่อมหมวกไต เซลล์เลย์ดิกในอัณฑะ และเซลล์ในรังไข่
    •               – สังเคราะห์โปรตีน กำจัดสารพิษที่เซลล์ตับ
    •              – เผาผลาญโคเลสเตอรอล และไกลโคเจน
    •              – ในเซลล์กล้ามเนื้อ (Sarcoplasmic Reticulum) ทำหน้าที่ส่งถ่ายแคลเซียม ซึ่งควบคุมการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อ  
    • ถุงกอลจิ คอมเพล็กซ์ (Golgi complex)
    •             – เป็นออร์แกเนลล์ที่ติดต่อกับ ER มีลักษณะเป็นถุงแบนที่มีเยื่อ 2 ชั้น เรียกว่า Cisterna
    •             – บรรจุโปรตีนที่รับมาจาก RER เพื่อสังเคราะห์เป็นสารหลายชนิดที่พร้อมจะใช้งานได้ใน Vacuole Sac
    •             – หน้าที่สร้าง ไลโซโซม  อะโครโซม (Acrosome)  สร้างเมือกในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ สร้างแผ่นเซลล์ (Cell Plate) ในการแบ่งเซลล์ของพืช  
    •  ไรโบโซม (Ribosome)
    •            – พบในไซโตพลาสซึมของเซลล์ทุกชนิด และยังพบในไมโตคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์  
    •            – เป็นออร์แกเนลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ 0.015-0.025 ไมครอน     
    •            – ประกอบด้วย โปรตีน และ rRNA
    •            – ไม่มีเยื่อหุ้ม มี 2 หน่วยย่อย (2 Sub Unit)
    •            – ไรโบโซม เกาะติดกับสาร mRNA (Free Poly Ribosome) ทำหน้าที่สร้างโปรตีนเพื่อใช้เป็นเอนไซม์ในเซลล์
    •            –  ไรโบโซม (Poly Ribosome) เกาะติดกับผนังด้านนอกของ RER ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนเพื่อส่งออกนอกเซลล์
    • ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria)
    •             – พบในเซลล์ยูคาริโอตทุกชนิด   
    •             – มีรูปร่างเป็นแท่งยาว กลมหรือรี ยาวประมาณ 2-6 ไมโครเมตร
    •             – มีเยื่อ 2 ชั้น ชั้นนอกเรียบ ชั้นในพับทบเป็นท่อเรียกว่า คริสตี้ (Cristae) ด้านในเป็นของเหลวเรียก Matrix
    •             – เยื่อชั้นนอกทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างฟอสโฟลิปิด เยื่อชั้นในเป็นที่เกาะของเอนไซม์ที่
    •             – ทำหน้าที่ผลิตสารพันธะพลังงานสูง คือ ATP (Adenosine Triphosphate)   
    •             – สามารถแบ่งตัวได้เนื่องจากมี  DNA และ ไรโบโซม  และมีวงจรชีวิตอยู่ได้ 10-12 วัน                
    • พลาสติด (Plastid)
    •             – พบเฉพาะในเซลล์พืชและสาหร่าย มีรูปร่างเป็นแท่งกลมรี มีเยื่อ 2 ชั้น มี DNA จึงแบ่งตัวได้
    •             – แบ่งออกเป็น 3 ชนิด  
    •                         คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) โครโมพลาสต์ (Chromoplast) และลิวโคพลาสต์ (Leucoplast)
    • คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
    • มีเยื่อ 2 ชั้น
    • ทำหน้าที่จับพลังงานแสง เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงในปฏิกิริยาการใช้แสง (Light Reaction)
    • คลอโมพลาสต์ (Chromoplast)
    • เป็นพลาสติดที่ไม่มีคลอโรฟิล แต่มีสารชนิดอื่น เช่น คาโรตีนอยด์ (Carotenoid) ทำให้เกิดสีส้ม ไฟโคบิลิน (Phycobilin)
    • จับพลังงานแสงได้ ในช่วงคลื่นแสงต่าง ๆ ที่คลอโรฟิลไม่สามารถจับได้ คลอโมพลาสต์จึงช่วยคลอโรพลาสต์ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
    • ลิวโคพลาสต์ (Leucoplast) 
    • ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต พบมากในส่วนที่สะสมอาหาร
    • ไลโซโซม (Lysosome)
    •             – มีเยื่อชั้นเดียว
    •             – ภายในจะบรรจุเอนไซม์ซึ่งย่อยสลายด้วยนํ้า (Hydrolytic Enzyme) ชนิดต่าง ๆ มากกว่า 40 ชนิด
    •             – สร้างมาจากกอลจิ คอมเพล็กซ์ แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ
    •                     1) Primary (Vergin) Lysosome เป็นไลโซโซมแรกสร้าง มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารภายในเซลล์
    •                     2) Secondary Lysosome หรือ Phagosome เป็นไลโซโซมที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกที่เข้าสู่เซลล์   
    •                     3) Residual Body เป็นไลโซโซมที่บรรจุกากที่เหลือจากการย่อย และดูดซึมกลับของเซลล์ ซึ่งรอการกำจัดออกทางเยื่อเซลล์โดยกระบวนการ Exocytosis
    •                     4) Autophagic Vacuole หรือ Auto phagosome เป็นไลโซโซมที่ทำลายองค์ประกอบหรือออร์แกเนลล์ของเซลล์ที่หมดอายุ                         หรือมีพยาธิสภาพเป็นการย่อยส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ตัวเอง เรียกว่า Autolysis
    • เพอร์รอกซิโซม หรือไมโครบอดี (Peroxisome or Micro Body)
    •             – มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว
    •             – เก็บเอนไซม์พวก Catalase Dehydrogenase พบในเซลล์สัตว์เช่น เซลล์ตับ เซลล์ท่อไต และเซลล์พืช
    •             – หน้าที่ทำลายสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และ ออกซิเจนที่มากเกินพอในเซลล์
    • เซนตริโอล (Centriole)
    •             – เป็นออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์สัตว์ แต่ไม่พบในเซลล์พืช
    •             – มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกไม่มีเยื่อหุ้ม 2 อัน วางตัวในแนวตั้งฉากซึ่งกันและกัน
    •             – ทำหน้าที่สร้างเส้นใยสปินเดิล (Spindle Fiber) เพื่อยึดติดกับโครโมโซม เพื่อดึงโครโมโซมไปอยู่คนละขั้วของเซลล์     
    •             – เซลล์พืชไม่มีเซนตริโอล จะมีโพลาร์ แคพ (Polar Cap) เพื่อทำหน้าที่สร้างเส้นใยสปินเดิลในเซลล์   
    • แวคิวโอล (Vacuole)
    •             1) Sap Vacuole เป็นแวคิวโอลในเซลล์พืช สะสมสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้นในเซลล์ที่เกิดใหม่ ๆ  
    •             2) Contractile Vacuole พบในพวกโปรโตซัวนํ้าจืด เช่น อะมีบา พารามีเซียม ทำหน้าที่เก็บและขับถ่ายของเหลวส่วนเกินออกจากเซลล์
    •             3) Food Vacuole พบในโปรโตซัวบางชนิดและเซลล์สัตว์ชั้นสูง ที่กินสิ่งแปลกปลอม   
    • โครงสร้างหลักของเซลล์ (Cell Cytoskeleton)
    • ไมโครทูบูล (Microtubule)   
    •             – ทำหน้าที่รักษารูปทรงของเซลล์ ช่วยในการขนส่งภายในเซลล์ โดยการยืดหยุ่นของโปรตีน  
    •             – ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของไซโตพลาสซึม (Cytoplasmic Streaming หรือ Cyclosis)
    •             – ช่วยในการเคลื่อนไหวของออร์แกเนลล์  
    •             – เป็นส่วนประกอบของเซนตริโอล ซีเลีย
    • ไมโครฟิลาเมนต์ (Microfilament)
    •             – ประกอบด้วยโปรตีน แอคติน (Actin) ทำงานร่วมกับโปรตีนมัยโอซิน (Myosin Filament)
    •             – ช่วยในการเคลื่อนย้ายออร์แกเนลล์ การหดตัวและการแบ่งเซลล์
    • อินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์ (Intermediate Filament) 
    •             -โครงสร้างเสริมเซลล์ มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามชนิดของเซลล์
    • นิวเคลียส (Nucleus)
    •             – นิวเคลียสเป็นออร์แกเนลล์ขนาดใหญ่ รูปร่างกลมรี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-10 ไมโครเมตร
    • ประกอบด้วย
    • เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nuclear Membrane) เป็น Unit Membrane 2 ชั้น
    • นิวคลีโอพลาสซึม (Nucleoplasm)
    • นิวคลีโอลัส (Nucleolus) เป็นโมเลกุลของ DNA ที่ขดตัวเป็นก้อน ฝังตัวอยู่ในนิวคลีโอพลาสซึม สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ภายในนิวเคลียส สามารถรวมตัวและแบ่งตัวได้ ทำหน้าที่สังเคราะห์ RNA
    •  
    • การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
    • เซลล์ที่มีชีวิตจะลำเลียงสารเข้าออกเซลล์ตลอดเวลา โดยการลำเลียงสารเกิดได้ 2 แบบ คือ
    • ลำเลียงโดยไม่ใช้พลังงาน (Passive Transportation)
    • การลำเลียงโดยใช้พลังงาน (Active Transportation)
    • (การนำสารเข้าออกเซลล์อาจทำโดยทะลุผ่านเยื่อเซลล์ หรือใช้วิธีการสร้างถุงหุ้มสาร (Vesicle))
    • แสดงรูปแบบการลำเลียงสารแบบ Passive transport และ Active transport
    • http://www.chegg.com/homework-help/questions-and-answers/reviewing-passive-active-transport-passive-active-transport-used-move-molecules-cells-show-q12399141
    • การลำเลียงโดยไม่ใช้พลังงาน (Passive Transportation)
    • การแพร่ (Diffusion)
    •        เคลื่อนที่ของอนุภาคของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นตํ่า เพื่อการกระจายอนุภาคของสารอย่างสมํ่าเสมอ การแพร่จะหยุดและที่สภาวะสมดุลการแพร่อนุภาคของสารยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเข้มข้นที่เฉลี่ยเท่ากันทุกบริเวณ  
    •  การแพร่มีหลายวิธี ได้แก่
    • การแพร่ธรรมดา (Simple Diffusion)
    • เป็นการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยละลายตัวในเยื่อหุ้มเซลล์ และผ่านทางรูหรือช่องของเยื่อหุ้มเซลล์
    • สารชนิดที่ละลายในไขมัน เช่น อัลกอฮอล์ ฮอร์โมนสเตอรอยด์ จะแพร่ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดี
    • รูหรือช่องว่างของเซลล์เกิดจากโมเลกุลของโปรตีนที่มีประจุที่แทรกอยู่ในชั้นของไขมัน เป็นช่องให้โมเลกุลของนํ้าและสารโมเลกุลขนาดเล็กผ่านเข้าออกได้ สารที่แพร่ผ่านทางช่องนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่ละลายในไขมัน
    • สารที่มีประจุลบจะแพร่ผ่านได้ดีเพราะโปรตีนมีประจุบวก
    • สารที่ไม่มีประจุ แต่มีขนาดเล็ก ก็จะแพร่ผ่านทางรูหรือช่องเยื่อเซลล์ได้ดี  
    • การแพร่โดยอาศัยตัวพา (Facilitated Diffusion)
    • สารขนาดใหญ่บางชนิดไม่สามารถผ่านช่องของเยื่อหุ้มเซลล์ เช่น กรดอะมิโน นํ้าตาล กลีเซอรอล
    • จะแพร่ผ่านเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยโปรตีนตัวพา (Carier Protein) ในชั้นไขมัน
    • การแพร่แบบอาศัยตัวพาจะมีอัตราการแพร่เร็วกว่าการแพร่ธรรมดาหลายเท่าตัว
    • ออสโมซิส (Osmosis)
    • การแพร่ของนํ้าผ่านเยื่อกั้น (Membrane) โดยมีทิศทางการแพร่จากสารละลายที่มีความเข้มข้นน้อยไปยังด้านที่มีความเข้มข้นมาก
    • นํ้าแพร่ผ่านถุงจะทำให้เกิดแรงดันรอบ ๆ ถุง ทำให้ถุงเต่ง (Turgid) เรียกแรงดันเต่ง (Turgor Pressure)
    •  
    • สารละลายกับการออสโมซิส  
    • แสดงผลของสารละลายกับการออสโมซิส โดยสารละลายไฮเพอร์โทนิคมีผลให้เซลล์เหี่ยว สารละลายไอโซนิคทำให้เซลล์มีสภาพปกติ สารละลายไฮโพโทนิคทำให้เซลล์เต่งจนแตก 
    • https://en.wikipedia.org/wiki/Osmosis
    •  
    • Hypotonic Solution ภายนอกเซลล์มีความเข้มข้นต่ำกว่าภายในเซลล์
    • นํ้าจากสารละลายจะแพร่เข้าสู่เซลล์ทำให้เซลล์เต่ง
    • เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า พลาสมอพไทซิส (Plasmoptysis)
    • ถ้าเป็นเซลล์พืช เซลล์จะไม่แตก แต่ในเซลล์สัตว์จะทำให้บวมและแตกได้  
    • Hypertonic Solution สารละลายภายนอกมีความเข้มข้นสูงกว่าภายในเซลล์
    • นํ้าจะแพร่ออกจากเซลล์ทำให้เซลล์เหี่ยว เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า พลาสโมลิซิส (Plasmolysis)
    • เห็นได้ชัดเจนในเซลล์สัตว์
    • Isotonic Solution สารละลายมีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์
    •         Dialysis เป็นเทคนิคที่ใช้ในการแยกอนุภาคขนาดเล็กซึ่งมีขนาดแตกต่างกันออกจากกัน โดยการแพร่ (diffusion) ผ่านเยื่อ (permeable membrane) ตัวอย่างเช่น ในสารละลายที่มีทั้งโปรตีนและเกลือ จะสามารถแยกเกลือออกจากโปรตีนได้โดยให้สารละลายแพร่ผ่านเยื่อที่ยอมให้อนุภาคของเกลือผ่านได้เท่านั้น กระบวนการดังกล่าวเป็นลักษณธที่คล้ายกับการแพร่และการออสโมซิส
    • การลำเลียงโดยใช้พลังงาน (Active Transportation)
    • สารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารตํ่าเคลื่อนที่ไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงโดยใช้พลังงาน ATP
    • เช่น การลำเลียงสาร Na+ และ K+ ในการเกิดกระแสประสาท
    • การลำเลียงสารโดยการสร้างถุง (Vesicular or Bulk Transportation)
    • แสดงกระบวนการลำเลียงสารออกนอกเซลล์ (Exocytosis) และ การลำเลียงสารเข้าสู่เซลล์ (Endocytosis)
    • http://lifeofplant.blogspot.com/2011/04/endocytosis-and-exocytosis.html
    • Exocytosis เป็นการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่ออกนอก เช่น เซลล์เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารจะมีการคัดหลั่ง (Secretion) ของสารพวกเอนไซม์
    • Endocytosis เป็นการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ โดยใช้ส่วนของเยื่อเซลล์โอบล้อมสารที่จะนำเข้าสู่เซลล์ให้เป็นถุงแล้วกลืนเข้าไปในไซโตพลาสซึม
    •             1) Phagocytosis เป็นการกลืนสารที่เป็นของแข็งขนาดใหญ่ โดยการไหลของไซโตพลาสซึม ทำให้เยื่อเซลล์ยื่นออกไปเป็นขาเทียม (Pseudopodium) หุ้มล้อมสาร
    •             2) Pinocytosis เป็นการกลืนสารขนาดใหญ่ที่อยู่ในรูปของสารละลาย โดยสร้างหลุมหรือถํ้าที่เยื่อเซลล์ โดยเยื่อเซลล์เว้าเข้าไปในไซโตพลาสซึม เมื่อสารตกลงไปแล้วเชื่อมปากหลุมให้ปิด เกิดเป็น Vesicle อยู่ในไซโตพลาสซึม
    •             3) Receptor-Mediated Endocytosis เป็นการนำสารเข้าสู่เซลล์ โดยอาศัยโปรตีนตัวรับ (Receptor Protein) บนเยื่อเซลล์ทำหน้าที่จับกับสารก่อนที่เยื่อเซลล์จะเว้าเข้าไปในไซโตพลาสซึม แล้วสร้างเป็น Vesicle
    • แหล่งที่มา
    • จิรัสย์  เจนพาณิชย์. (2552).  BIOLOGY for high school students (พิมพ์ครั้งที่ 19).  กรุงเทพฯ:             บูมคัลเลอร์ไลน์.
    • สมาน  แก้วไวยุทธ. (2551).  100 จุดเน้นชีววิทยา ม.4-5-6 (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ:              ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง.
    • สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2558).  หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 (พิมพ์ครั้งที่ 7).  กรุงเทพฯ:            องค์การค้าของ สกสค.ลาดพร้าว.
    • Reece, J. B  and  Campbell, N. A. (2011).  Campbell biology (10th).  Boston, Benjamin Cummings: Pearson. 
    อ่านบทความเกี่ยวข้อง  Top 9 แผนการสอน โรคความดัน

    คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


    ผู้เขียนบทความ :
    รีวิวจากผู้ใช้งาน : 4 ⭐ (34142 คะแนน)
    ระดับสูงสุด : 4 ⭐
    คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
    สรุปเนื้อหาบทความ :

    รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน

      คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


      Top 5 เซลล์ใดที่ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมัน
      Scroll to top