Top 7 ไขมัน ประจุ

ไขมันประจุบวกสำหรับการนำส่งดีเอ็นเอ: โครงสร้างและวิธีสังเคราะห์ (Cationic …

ผู้เขียนบทความ :
รีวิวจากผู้ใช้งาน : 5 ⭐ (38266 คะแนน)
ระดับสูงสุด : 5 ⭐
คะแนนต่ำสุด : 1 ⭐
สรุปเนื้อหาบทความ :

20 Jun 2012 · Keywords: ยีนบำบัด การนำส่งดีเอ็นเอเข้าสู่เซลล์ การสังเคราะห์ไขมันประจุบวก, gene therapy, transfection, synthesis of cationic lipid. Abstract.

รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

    คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


    Biomolecule

    ผู้เขียนบทความ :
    รีวิวจากผู้ใช้งาน : 4 ⭐ (27333 คะแนน)
    ระดับสูงสุด : 4 ⭐
    คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
    สรุปเนื้อหาบทความ :

    ลิพิด (lipid) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ไขมัน … ลิพิดบางชนิดอาจจะประกอบด้วยส่วนที่มีขั้ว (polar) ที่มีประจุหรือไม่มีประจุอยู่ในโครงสร้างด้วย …

    รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

      คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


      ผู้เขียนบทความ :
      รีวิวจากผู้ใช้งาน : 5 ⭐ (21117 คะแนน)
      ระดับสูงสุด : 5 ⭐
      คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
      สรุปเนื้อหาบทความ :

      รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

        คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


        ชีววิทยาของเซลล์ (Cell Biology) – SciMath

        ผู้เขียนบทความ :
        รีวิวจากผู้ใช้งาน : 5 ⭐ (30426 คะแนน)
        ระดับสูงสุด : 5 ⭐
        คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
        สรุปเนื้อหาบทความ :

        11 Aug 2017 · กรดไขมันชนิดไม่มีประจุ (Non-Polar) ไม่ชอบนํ้า (Hydrophobic) … เซลล์กับสิ่งแวดล้อมและการกระจายของประจุไฟฟ้าระหว่างภายในกับภายนอกเซลล์ …

        รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

        • เซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ (Cell and cell components)
        •      เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่สามารถแสดงคุณสมบัติและความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์
        • การค้นพบและทฤษฎีของเซลล์
        •                   – ปี ค.ศ.1655 ได้มีการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ชนิดเลนส์ขึ้นมา
        •                   – เมื่อมีการส่องดูชิ้นไม้คอร์คที่ฝานบาง
        •                   – พบโครงสร้างที่มีรูปร่างเป็นช่องเหลี่ยมเล็ก ๆ จึงเรียกว่า เซลล์ (Cell) หมายถึง ห้องเล็ก ๆ
        •                   – ซึ่งโครงสร้างที่พบนี้เป็นเพียงผนังเซลล์ของพืชที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากที่เซลล์ตายแล้ว
        • ทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory)   
        •        Schleiden และ Schwan ได้ร่วมกันตั้งทฤษฎีเซลล์ (Cell Theory) มีสาระสำคัญ คือ “สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ประกอบด้วย เซลล์ และผลิตภัณฑ์ของเซลล์” (All animal and plant are composed of cell and products)  Rudolf Virchow ได้ศึกษาการเจริญเติบโตของเซลล์และการเพิ่มจำนวนเซลล์จากเซลล์ที่เจริญเติบโต จึงเพิ่มเติมทฤษฎีเซลล์ว่า “เซลล์ทุกชนิดย่อมมีกำเนิดมาจากเซลล์ที่มีอยู่ก่อน” 
        • ประเภทของเซลล์แบ่งได้เป็น 2 ชนิด
        • ลักษณะ Prokaryote
        • ลักษณะ Eukaryote
        • 1.ไม่มีออร์แกเนลล์ชนิดที่มีเยื่อหุ้ม,ไม่มี Centrioles และ Microtubules
        • 2. ไรโบโซมขนาดเล็ก (70 S)*
        • 3. ผนังเซลล์ (Cell Wall) ประกอบด้วยสารเคมีเรียก Peptidoglycan, ไม่มี Cellylose
        • 4. แฟลเจลลาประกอบด้วยโปรตีน Flagellin
        • 5. การแบ่งเซลล์เป็นแบบโดยตรง, ไม่มี Spindle
        • 6.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเกิดน้อยมากและไม่มีการแบ่ง Meiosis
        • 7.ส่วนใหญ่หายใจแบบไม่ใช้ O2
        • 1. มีออร์แกเนลล์ชนิดที่มีเยื่อหุ้มและมี Centrioles,Microtubules
        • 2. ไรโบโซมขนาดใหญ่ (80 S)*
        • 3. ไม่มีผนังเซลล์ยกเว้นในเซลล์พืชและเห็ด รา โดยผนังเซลล์ประกอบด้วยสาร Cellulose
        • 4. แฟลเจลลาและซีเลีย มีโปรตีน Tubulin เป็นองค์ประกอบ (9+2)
        • 5. มีการแบ่งเซลล์แบบ Mitosis และมี Spindle
        • 6.การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ อาศัยการแบ่ง Meiosis และมีการปฏิสนธิ
        • 7. ส่วนใหญ่หายใจแบบใช้ O2
        • โครงสร้างของเซลล์ (Structure of Cell)
        •    เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane)
        • เป็นส่วนที่ห่อหุ้มส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ไว้ทั้งหมด
        • มีความหนาประมาณ 75-100 อังสตรอม
        • ประกอบด้วย ไขมัน กลุ่มฟอสโฟลิปิด กับ โปรตีน 
        •   
        • แสดงโครงสร้างฟอสโฟลิปิด (Phospholipid) ของเยื่อหุ้มเซลล์
        • โครงสร้างของเยื้อหุ้มเซลล์
        • The Davson-Daniell Model
        • Fluid mosaic model (ยอมรับในปัจจุบัน)
        • โครงสร้างเยื้อหุ้มเซลล์แบบ Fluid Mosaic Model
        • Singer และ Nicolson ได้เสนอ Fluid Mosaic Model
        • มีการจัดเรียงตัวของไขมัน 2 ชั้น (Lipid Bilayer) โดยโมเลกุลของไขมันหันเอาด้านห่าง
        • กรดไขมันชนิดไม่มีประจุ (Non-Polar) ไม่ชอบนํ้า (Hydrophobic) จะหันเข้าหากัน
        • หัวเป็นกลีเซอรอล มีประจุ (Polar)  ชอบนํ้า (Hydrophilic) จะหันเข้าสู่ด้านนอกและในเซลล์ 
        • *ไกลโคลิปิด (Glycolipid) หรือ ไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำให้กับเซลล์ โดยเป็นตัวรับที่มีความจำเพาะต่อสารเคมีบางชนิด
        • * เยื่อหุ้มเซลล์มีรูขนาดเล็กที่อนุภาคขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 อังสตรอม แพร่ผ่านได้ เยื่อเซลล์จึงมีคุณสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (Semipermeable Membrane) ทำให้สาร บางชนิดผ่านเข้าออกได้ เกิดการแลกเปลี่ยนสารระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมและการกระจายของประจุไฟฟ้าระหว่างภายในกับภายนอกเซลล์ 
        • โปรตีนบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ 
        • โปรตีนภายใน (Integral Protein)
        • เป็นโปรตีนที่โมเลกุลแทรกอยู่ในชั้นของไขมัน
        • ส่วนที่ไม่มีประจุ (Non Polar) อยู่ด้านใน ส่วนที่มีประจุ (Polar) ทะลุออกมาด้านนอก
        • เป็นโปรตีนตัวพา (Carier Protein) ทำให้ นํ้า ไอออน (Ions) หรือสารที่มีอนุภาคขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ได้   
        • โปรตีนภายนอก (Peripheral Protein)
        • เป็นโปรตีนที่วางตัวอยู่นอกชั้นไขมัน ส่วนใหญ่อยู่ด้านไซโตพลาสซึม
        • ทำหน้าที่แตกต่างกัน ได้แก่ ลำเลียงสาร (Transport Protein) เอนไซม์ (Enzyme) โปรตีนตัวรับ (Receptor Protein) เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ (Intercellular Junctions) การจำกันได้ของเซลล์ (Cell-Cell recognition) ยึดโครงสร้างของเซลล์และของเหลวภายในเซลล์ (Attachment to the cytoskeleton and extracellular matrix (ECM))
        • สารเคลือบเซลล์ (Cell Coat)
        • เซลล์สัตว์พบไกลโคโปรตีน ถ้าถูกทำลายจะทำให้เซลล์จำกันไม่ได้มีแต่การเจริญ (Growth) แต่ไม่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะ (Differentiation) เช่น เซลล์มะเร็ง
        • เซลล์พืชอาศัยผนังเซลล์ (Cell Wall) โดยมี cellulose เป็นแกนกลางและมี Lignin Cutin Pectin และ Suberin อยู่ด้านนอก มีช่องติดต่อระหว่างเซลล์ คือ พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata)
        • ผนังเซลล์ของสาหร่าย ประกอบด้วย Pectin เป็นส่วนใหญ่ กับ Cellulose
        • ผนังเซลล์ของฟังไจ เป็น Chitin
        • ผนังเซลล์ของแบคทีเรียคือ Peptidoglycan ทำให้แบคทีเรียสามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี 
        • หน้าที่ของเยื่อเซลล์ (Function of Cell Membrane)
        • เยื่อเซลล์ทำหน้าที่เป็นเสมือนรั้วบ้าน กั้นเซลล์ออกจากกัน และสิ่งแวดล้อม
        • ควบคุมการเคลื่อนย้ายสารผ่านเข้าออกเซลล์
        • รักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในเซลล์
        • มีโปรตีนตัวรับ (Receptor Protein) เป็นตัวรับสาร ทำให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน
        • ไซโตพลาสซึม (Cytoplasm) 
        • ประกอบด้วย ไซโตซอล (Cytosal หรือ Cytoplasmic Matrix) เป็นของเหลวที่ประกอบด้วย สารอินทรีย์ และ สารอนินทรีย์ รวมถึงสารแขวนลอยต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายวุ้น
        • เป็นแหล่งของปฏิกิริยาเคมี
        • มีออร์แกเนลล์ (Organelles) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่เป็นอวัยวะของเซลล์
        • นอกจากนี้ยังมีสิ่งไร้ชีวิต (Inclusion Body) ซึ่งเป็นสารที่เซลล์สร้างและสะสมไว้ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะพบได้เฉพาะเซลล์บางชนิด และบางเวลาเท่านั้น เช่น สารที่มีโครงสร้างเป็นเม็ดหรือแกรนูลเพื่อการส่งออกไปนอกเซลล์ เช่น สารคัดหลั่ง สารสื่อประสาทพวกฮอร์โมน หยดไขมัน (Lipid Droplet) ไกลโคเจน (Glycogen) และสารสีพวกเมลานิน (Melanin) ซึ่งทำให้เกิดสีผิวเข้ม เป็นต้น 
        • ออร์แกเนลล์ (Organelles) มีโครงสร้าง (Structure) และหน้าที่ (Function) ที่แน่นอน อยู่ในไซโตซอล  
        • แสดงรูปร่างของออร์แกเนลล์ต่างๆที่สามารถพบได้ภายในเซลล์ยูคาริโอต
        • ร่างแหเอนโดพลาสซึม (Endoplasmic Reticulum, ER)
        •  มีลักษณะเป็นท่อกลวงทรงกระบอก หรือ แบน เรียงตัวเป็นร่างแห เป็นเยื่อชั้นเดียว มีองค์ประกอบเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ มี 2 ชนิด คือ ชนิดหยาบและชนิดเรียบ
        •           1.1 ร่างแหเอนโดพลาสซึมชนิดหยาบ (Rough Endoplasmic Reticulum, RER)
        •                 – เป็นท่อแบนเรียงทับซ้อนกันเป็นชั้น
        •                 – มีไรโบโซม (Ribosome) เกาะที่ผิวด้านนอกทำให้มีผิวขรุขระ
        •                – ทำหน้าที่ลำเลียงโปรตีนที่สร้างจากไรโบโซม เพื่อส่งออกไปใช้นอกเซลล์ เช่น อิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin) เอนไซม์ (Enzyme) และฮอร์โมน (Hormone)
        •                – ทำงานร่วมกับกอลจิ คอมเพล็กซ์ (Golgi Complex) ทำหน้าที่สะสมให้มีความเข้มข้นก่อนส่งออก
        •           1.2 ร่างแหเอนโดพลาสซึมชนิดเรียบ (Smooth Endoplasmic Reticulum, SER)
        •               – มีผิวเรียบเป็นท่อทรงกระบอกโค้งงอ
        •               – ทำหน้าที่สังเคราะห์และหลั่งสาร สเตอรอยด์ฮอร์โมน จึงพบมากในเซลล์ต่อมหมวกไต เซลล์เลย์ดิกในอัณฑะ และเซลล์ในรังไข่
        •               – สังเคราะห์โปรตีน กำจัดสารพิษที่เซลล์ตับ
        •              – เผาผลาญโคเลสเตอรอล และไกลโคเจน
        •              – ในเซลล์กล้ามเนื้อ (Sarcoplasmic Reticulum) ทำหน้าที่ส่งถ่ายแคลเซียม ซึ่งควบคุมการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อ  
        • ถุงกอลจิ คอมเพล็กซ์ (Golgi complex)
        •             – เป็นออร์แกเนลล์ที่ติดต่อกับ ER มีลักษณะเป็นถุงแบนที่มีเยื่อ 2 ชั้น เรียกว่า Cisterna
        •             – บรรจุโปรตีนที่รับมาจาก RER เพื่อสังเคราะห์เป็นสารหลายชนิดที่พร้อมจะใช้งานได้ใน Vacuole Sac
        •             – หน้าที่สร้าง ไลโซโซม  อะโครโซม (Acrosome)  สร้างเมือกในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ สร้างแผ่นเซลล์ (Cell Plate) ในการแบ่งเซลล์ของพืช  
        •  ไรโบโซม (Ribosome)
        •            – พบในไซโตพลาสซึมของเซลล์ทุกชนิด และยังพบในไมโตคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์  
        •            – เป็นออร์แกเนลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ 0.015-0.025 ไมครอน     
        •            – ประกอบด้วย โปรตีน และ rRNA
        •            – ไม่มีเยื่อหุ้ม มี 2 หน่วยย่อย (2 Sub Unit)
        •            – ไรโบโซม เกาะติดกับสาร mRNA (Free Poly Ribosome) ทำหน้าที่สร้างโปรตีนเพื่อใช้เป็นเอนไซม์ในเซลล์
        •            –  ไรโบโซม (Poly Ribosome) เกาะติดกับผนังด้านนอกของ RER ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนเพื่อส่งออกนอกเซลล์
        • ไมโตคอนเดรีย (Mitochondria)
        •             – พบในเซลล์ยูคาริโอตทุกชนิด   
        •             – มีรูปร่างเป็นแท่งยาว กลมหรือรี ยาวประมาณ 2-6 ไมโครเมตร
        •             – มีเยื่อ 2 ชั้น ชั้นนอกเรียบ ชั้นในพับทบเป็นท่อเรียกว่า คริสตี้ (Cristae) ด้านในเป็นของเหลวเรียก Matrix
        •             – เยื่อชั้นนอกทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างฟอสโฟลิปิด เยื่อชั้นในเป็นที่เกาะของเอนไซม์ที่
        •             – ทำหน้าที่ผลิตสารพันธะพลังงานสูง คือ ATP (Adenosine Triphosphate)   
        •             – สามารถแบ่งตัวได้เนื่องจากมี  DNA และ ไรโบโซม  และมีวงจรชีวิตอยู่ได้ 10-12 วัน                
        • พลาสติด (Plastid)
        •             – พบเฉพาะในเซลล์พืชและสาหร่าย มีรูปร่างเป็นแท่งกลมรี มีเยื่อ 2 ชั้น มี DNA จึงแบ่งตัวได้
        •             – แบ่งออกเป็น 3 ชนิด  
        •                         คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) โครโมพลาสต์ (Chromoplast) และลิวโคพลาสต์ (Leucoplast)
        • คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
        • มีเยื่อ 2 ชั้น
        • ทำหน้าที่จับพลังงานแสง เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงในปฏิกิริยาการใช้แสง (Light Reaction)
        • คลอโมพลาสต์ (Chromoplast)
        • เป็นพลาสติดที่ไม่มีคลอโรฟิล แต่มีสารชนิดอื่น เช่น คาโรตีนอยด์ (Carotenoid) ทำให้เกิดสีส้ม ไฟโคบิลิน (Phycobilin)
        • จับพลังงานแสงได้ ในช่วงคลื่นแสงต่าง ๆ ที่คลอโรฟิลไม่สามารถจับได้ คลอโมพลาสต์จึงช่วยคลอโรพลาสต์ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
        • ลิวโคพลาสต์ (Leucoplast) 
        • ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต พบมากในส่วนที่สะสมอาหาร
        • ไลโซโซม (Lysosome)
        •             – มีเยื่อชั้นเดียว
        •             – ภายในจะบรรจุเอนไซม์ซึ่งย่อยสลายด้วยนํ้า (Hydrolytic Enzyme) ชนิดต่าง ๆ มากกว่า 40 ชนิด
        •             – สร้างมาจากกอลจิ คอมเพล็กซ์ แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ
        •                     1) Primary (Vergin) Lysosome เป็นไลโซโซมแรกสร้าง มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารภายในเซลล์
        •                     2) Secondary Lysosome หรือ Phagosome เป็นไลโซโซมที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกที่เข้าสู่เซลล์   
        •                     3) Residual Body เป็นไลโซโซมที่บรรจุกากที่เหลือจากการย่อย และดูดซึมกลับของเซลล์ ซึ่งรอการกำจัดออกทางเยื่อเซลล์โดยกระบวนการ Exocytosis
        •                     4) Autophagic Vacuole หรือ Auto phagosome เป็นไลโซโซมที่ทำลายองค์ประกอบหรือออร์แกเนลล์ของเซลล์ที่หมดอายุ                         หรือมีพยาธิสภาพเป็นการย่อยส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ตัวเอง เรียกว่า Autolysis
        • เพอร์รอกซิโซม หรือไมโครบอดี (Peroxisome or Micro Body)
        •             – มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว
        •             – เก็บเอนไซม์พวก Catalase Dehydrogenase พบในเซลล์สัตว์เช่น เซลล์ตับ เซลล์ท่อไต และเซลล์พืช
        •             – หน้าที่ทำลายสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และ ออกซิเจนที่มากเกินพอในเซลล์
        • เซนตริโอล (Centriole)
        •             – เป็นออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์สัตว์ แต่ไม่พบในเซลล์พืช
        •             – มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกไม่มีเยื่อหุ้ม 2 อัน วางตัวในแนวตั้งฉากซึ่งกันและกัน
        •             – ทำหน้าที่สร้างเส้นใยสปินเดิล (Spindle Fiber) เพื่อยึดติดกับโครโมโซม เพื่อดึงโครโมโซมไปอยู่คนละขั้วของเซลล์     
        •             – เซลล์พืชไม่มีเซนตริโอล จะมีโพลาร์ แคพ (Polar Cap) เพื่อทำหน้าที่สร้างเส้นใยสปินเดิลในเซลล์   
        • แวคิวโอล (Vacuole)
        •             1) Sap Vacuole เป็นแวคิวโอลในเซลล์พืช สะสมสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้นในเซลล์ที่เกิดใหม่ ๆ  
        •             2) Contractile Vacuole พบในพวกโปรโตซัวนํ้าจืด เช่น อะมีบา พารามีเซียม ทำหน้าที่เก็บและขับถ่ายของเหลวส่วนเกินออกจากเซลล์
        •             3) Food Vacuole พบในโปรโตซัวบางชนิดและเซลล์สัตว์ชั้นสูง ที่กินสิ่งแปลกปลอม   
        • โครงสร้างหลักของเซลล์ (Cell Cytoskeleton)
        • ไมโครทูบูล (Microtubule)   
        •             – ทำหน้าที่รักษารูปทรงของเซลล์ ช่วยในการขนส่งภายในเซลล์ โดยการยืดหยุ่นของโปรตีน  
        •             – ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของไซโตพลาสซึม (Cytoplasmic Streaming หรือ Cyclosis)
        •             – ช่วยในการเคลื่อนไหวของออร์แกเนลล์  
        •             – เป็นส่วนประกอบของเซนตริโอล ซีเลีย
        • ไมโครฟิลาเมนต์ (Microfilament)
        •             – ประกอบด้วยโปรตีน แอคติน (Actin) ทำงานร่วมกับโปรตีนมัยโอซิน (Myosin Filament)
        •             – ช่วยในการเคลื่อนย้ายออร์แกเนลล์ การหดตัวและการแบ่งเซลล์
        • อินเตอร์มีเดียทฟิลาเมนต์ (Intermediate Filament) 
        •             -โครงสร้างเสริมเซลล์ มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามชนิดของเซลล์
        • นิวเคลียส (Nucleus)
        •             – นิวเคลียสเป็นออร์แกเนลล์ขนาดใหญ่ รูปร่างกลมรี เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-10 ไมโครเมตร
        • ประกอบด้วย
        • เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nuclear Membrane) เป็น Unit Membrane 2 ชั้น
        • นิวคลีโอพลาสซึม (Nucleoplasm)
        • นิวคลีโอลัส (Nucleolus) เป็นโมเลกุลของ DNA ที่ขดตัวเป็นก้อน ฝังตัวอยู่ในนิวคลีโอพลาสซึม สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ภายในนิวเคลียส สามารถรวมตัวและแบ่งตัวได้ ทำหน้าที่สังเคราะห์ RNA
        •  
        • การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
        • เซลล์ที่มีชีวิตจะลำเลียงสารเข้าออกเซลล์ตลอดเวลา โดยการลำเลียงสารเกิดได้ 2 แบบ คือ
        • ลำเลียงโดยไม่ใช้พลังงาน (Passive Transportation)
        • การลำเลียงโดยใช้พลังงาน (Active Transportation)
        • (การนำสารเข้าออกเซลล์อาจทำโดยทะลุผ่านเยื่อเซลล์ หรือใช้วิธีการสร้างถุงหุ้มสาร (Vesicle))
        • แสดงรูปแบบการลำเลียงสารแบบ Passive transport และ Active transport
        • http://www.chegg.com/homework-help/questions-and-answers/reviewing-passive-active-transport-passive-active-transport-used-move-molecules-cells-show-q12399141
        • การลำเลียงโดยไม่ใช้พลังงาน (Passive Transportation)
        • การแพร่ (Diffusion)
        •        เคลื่อนที่ของอนุภาคของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นตํ่า เพื่อการกระจายอนุภาคของสารอย่างสมํ่าเสมอ การแพร่จะหยุดและที่สภาวะสมดุลการแพร่อนุภาคของสารยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเข้มข้นที่เฉลี่ยเท่ากันทุกบริเวณ  
        •  การแพร่มีหลายวิธี ได้แก่
        • การแพร่ธรรมดา (Simple Diffusion)
        • เป็นการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์โดยละลายตัวในเยื่อหุ้มเซลล์ และผ่านทางรูหรือช่องของเยื่อหุ้มเซลล์
        • สารชนิดที่ละลายในไขมัน เช่น อัลกอฮอล์ ฮอร์โมนสเตอรอยด์ จะแพร่ผ่านเยื่อเซลล์ได้ดี
        • รูหรือช่องว่างของเซลล์เกิดจากโมเลกุลของโปรตีนที่มีประจุที่แทรกอยู่ในชั้นของไขมัน เป็นช่องให้โมเลกุลของนํ้าและสารโมเลกุลขนาดเล็กผ่านเข้าออกได้ สารที่แพร่ผ่านทางช่องนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่ละลายในไขมัน
        • สารที่มีประจุลบจะแพร่ผ่านได้ดีเพราะโปรตีนมีประจุบวก
        • สารที่ไม่มีประจุ แต่มีขนาดเล็ก ก็จะแพร่ผ่านทางรูหรือช่องเยื่อเซลล์ได้ดี  
        • การแพร่โดยอาศัยตัวพา (Facilitated Diffusion)
        • สารขนาดใหญ่บางชนิดไม่สามารถผ่านช่องของเยื่อหุ้มเซลล์ เช่น กรดอะมิโน นํ้าตาล กลีเซอรอล
        • จะแพร่ผ่านเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยโปรตีนตัวพา (Carier Protein) ในชั้นไขมัน
        • การแพร่แบบอาศัยตัวพาจะมีอัตราการแพร่เร็วกว่าการแพร่ธรรมดาหลายเท่าตัว
        • ออสโมซิส (Osmosis)
        • การแพร่ของนํ้าผ่านเยื่อกั้น (Membrane) โดยมีทิศทางการแพร่จากสารละลายที่มีความเข้มข้นน้อยไปยังด้านที่มีความเข้มข้นมาก
        • นํ้าแพร่ผ่านถุงจะทำให้เกิดแรงดันรอบ ๆ ถุง ทำให้ถุงเต่ง (Turgid) เรียกแรงดันเต่ง (Turgor Pressure)
        •  
        • สารละลายกับการออสโมซิส  
        • แสดงผลของสารละลายกับการออสโมซิส โดยสารละลายไฮเพอร์โทนิคมีผลให้เซลล์เหี่ยว สารละลายไอโซนิคทำให้เซลล์มีสภาพปกติ สารละลายไฮโพโทนิคทำให้เซลล์เต่งจนแตก 
        • https://en.wikipedia.org/wiki/Osmosis
        •  
        • Hypotonic Solution ภายนอกเซลล์มีความเข้มข้นต่ำกว่าภายในเซลล์
        • นํ้าจากสารละลายจะแพร่เข้าสู่เซลล์ทำให้เซลล์เต่ง
        • เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า พลาสมอพไทซิส (Plasmoptysis)
        • ถ้าเป็นเซลล์พืช เซลล์จะไม่แตก แต่ในเซลล์สัตว์จะทำให้บวมและแตกได้  
        • Hypertonic Solution สารละลายภายนอกมีความเข้มข้นสูงกว่าภายในเซลล์
        • นํ้าจะแพร่ออกจากเซลล์ทำให้เซลล์เหี่ยว เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า พลาสโมลิซิส (Plasmolysis)
        • เห็นได้ชัดเจนในเซลล์สัตว์
        • Isotonic Solution สารละลายมีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์
        •         Dialysis เป็นเทคนิคที่ใช้ในการแยกอนุภาคขนาดเล็กซึ่งมีขนาดแตกต่างกันออกจากกัน โดยการแพร่ (diffusion) ผ่านเยื่อ (permeable membrane) ตัวอย่างเช่น ในสารละลายที่มีทั้งโปรตีนและเกลือ จะสามารถแยกเกลือออกจากโปรตีนได้โดยให้สารละลายแพร่ผ่านเยื่อที่ยอมให้อนุภาคของเกลือผ่านได้เท่านั้น กระบวนการดังกล่าวเป็นลักษณธที่คล้ายกับการแพร่และการออสโมซิส
        • การลำเลียงโดยใช้พลังงาน (Active Transportation)
        • สารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารตํ่าเคลื่อนที่ไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงโดยใช้พลังงาน ATP
        • เช่น การลำเลียงสาร Na+ และ K+ ในการเกิดกระแสประสาท
        • การลำเลียงสารโดยการสร้างถุง (Vesicular or Bulk Transportation)
        • แสดงกระบวนการลำเลียงสารออกนอกเซลล์ (Exocytosis) และ การลำเลียงสารเข้าสู่เซลล์ (Endocytosis)
        • http://lifeofplant.blogspot.com/2011/04/endocytosis-and-exocytosis.html
        • Exocytosis เป็นการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่ออกนอก เช่น เซลล์เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารจะมีการคัดหลั่ง (Secretion) ของสารพวกเอนไซม์
        • Endocytosis เป็นการลำเลียงสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ โดยใช้ส่วนของเยื่อเซลล์โอบล้อมสารที่จะนำเข้าสู่เซลล์ให้เป็นถุงแล้วกลืนเข้าไปในไซโตพลาสซึม
        •             1) Phagocytosis เป็นการกลืนสารที่เป็นของแข็งขนาดใหญ่ โดยการไหลของไซโตพลาสซึม ทำให้เยื่อเซลล์ยื่นออกไปเป็นขาเทียม (Pseudopodium) หุ้มล้อมสาร
        •             2) Pinocytosis เป็นการกลืนสารขนาดใหญ่ที่อยู่ในรูปของสารละลาย โดยสร้างหลุมหรือถํ้าที่เยื่อเซลล์ โดยเยื่อเซลล์เว้าเข้าไปในไซโตพลาสซึม เมื่อสารตกลงไปแล้วเชื่อมปากหลุมให้ปิด เกิดเป็น Vesicle อยู่ในไซโตพลาสซึม
        •             3) Receptor-Mediated Endocytosis เป็นการนำสารเข้าสู่เซลล์ โดยอาศัยโปรตีนตัวรับ (Receptor Protein) บนเยื่อเซลล์ทำหน้าที่จับกับสารก่อนที่เยื่อเซลล์จะเว้าเข้าไปในไซโตพลาสซึม แล้วสร้างเป็น Vesicle
        • แหล่งที่มา
        • จิรัสย์  เจนพาณิชย์. (2552).  BIOLOGY for high school students (พิมพ์ครั้งที่ 19).  กรุงเทพฯ:             บูมคัลเลอร์ไลน์.
        • สมาน  แก้วไวยุทธ. (2551).  100 จุดเน้นชีววิทยา ม.4-5-6 (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ:              ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง.
        • สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2558).  หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 (พิมพ์ครั้งที่ 7).  กรุงเทพฯ:            องค์การค้าของ สกสค.ลาดพร้าว.
        • Reece, J. B  and  Campbell, N. A. (2011).  Campbell biology (10th).  Boston, Benjamin Cummings: Pearson. 
        อ่านบทความเกี่ยวข้อง  Top 5 ควรงดอาหารหนักก่อนออกกำลังกายเป็นเวลานานเท่าไร

        คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


        [PDF] 104 101 หลักชีววิทยา 1 ตอน เคมีแห่งชีวิต เซลล์และพลังงาน

        ผู้เขียนบทความ :
        รีวิวจากผู้ใช้งาน : 5 ⭐ (20350 คะแนน)
        ระดับสูงสุด : 5 ⭐
        คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
        สรุปเนื้อหาบทความ :

        ประจุลบของอิเล็กตรอนให้อยู่ในวงโคจร ถ้าจำนวนของอิเล็กตรอนเท่ากับของโปรตอน อะตอมจะ … โมเลกุลที่ไม่มีประจุและไม่มีขั้ว เช่น fat (ไขมัน) และ oil (น้ำมัน) …

        รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

          คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


          สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) เป็นอย่างไรกัน? – Marumo Super Clean Agent

          ผู้เขียนบทความ :
          รีวิวจากผู้ใช้งาน : 4 ⭐ (24270 คะแนน)
          ระดับสูงสุด : 4 ⭐
          คะแนนต่ำสุด : 2 ⭐
          สรุปเนื้อหาบทความ :

          Amphoteric Surfactant (+,-) สารลดแรงตึงผิวที่มีทั้งประจุบวกและลบ; 4.) … ส่วนหางที่ชอบน้ำมันจับกับสิ่งสกปรกพวกไขมันที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ …

          รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

            คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


            [PDF] สารลดแรงตึงผิว

            ผู้เขียนบทความ :
            รีวิวจากผู้ใช้งาน : 5 ⭐ (28108 คะแนน)
            ระดับสูงสุด : 4 ⭐
            คะแนนต่ำสุด : 3 ⭐
            สรุปเนื้อหาบทความ :

            จับสิ่งสกปรกพวกไขมันที่ไม สามารถละลายน้ําได ทําให สิ่งสกปรกหลุดออกไปแล วแขวนลอยอ … Anionic surfactant เป นสารลดแรงตึงผิวที่ประจุไฟฟ าบน hydrophilic …

            รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับ : ไขมัน ประจุ

              คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง :


              Top 7 ไขมัน ประจุ
              Scroll to top